สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ COVID-19 ของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ COVID-19 ของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์


Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive
 

ตั้งครรภ์ควรจะป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อได้อย่างไร

  • หลีกเลี่ยงไปในที่ชุมชน ถ้าจำเป็นต้องเดินทาง ให้อยู่ห่างจากคนอื่นราว ๆ 1.5 เมตร
  • ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยแอลกอฮอล์เจลหรือสบู่
  • สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ถ้าไอ หรือ จาม ควรใช้ผ้าหรือทิชชูปิดปากและจมูก

สตรีตั้งครรภ์ควรจะไปตรวจหาเชื้อโรคโควิด 19 หรือไม่

  • ถ้ามีไข้ ไอ หายใจติดขัด เจ็บคอ มีน้ำมูก ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจและรับการรักษา หากอยู่ในเกณฑ์ที่น่าสงสัยแพทย์จะตรวจหาเชื้อไวรัสทันที
  • กรณีไม่มีอาการ ต้องพิจารณาว่าเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงหรือเป็นผู้สัมผัสความเสี่ยงสูงหรือไม่ ถ้าใช่ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัส

อาการที่พบบ่อยของโรค COVID-19 มีอะไรบ้าง

  • มีอาการไข้ 88%
  • ไอแห้ง 68%
  • อ่อนเพลีย 38%
  • มีเสมหะ 33%
  • หายใจเหนื่อย 19%
  • ปวดกล้ามเนื้อ 15%
  • เจ็บคอ 14%

ถ้าเป็นโรคแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง
โดยส่วนใหญ่จำนวน 4 ใน 5 คน (80%) อาการจะไม่รุนแรง มีเพียงจำนวน 1 ใน 5 คน (20%) ที่อาการรุนแรง 5% เท่านั้นที่จำเป็นต้องเข้า ICU และมีเสียชีวิตราว ๆ 1-2%

ผู้ที่มีความเสี่ยงคือใครบ้าง

  • ผู้มีประวัติเดินทางหรืออยู่อาศัยในพื้นที่ที่มีรายงานการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส
  • ผู้ที่อยู่อาศัยร่วมกับผู้ที่เดินทางกลับมาจากพื้นที่ที่มีรายงานการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส
  • ผู้ที่ประกอบอาชีพที่สัมผัสใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ผู้สัมผัสความเสี่ยงสูงคือใครบ้าง

  • ผู้สัมผัสใกล้ชิดหรือมีการพูดคุยกับผู้ป่วยในระยะ 1 เมตร นานกว่า 5 นาที หรือถูกไอจามรดจากผู้ป่วยโดยไม่มีการป้องกัน เช่น ไม่สวมหน้ากากอนามัย
  • ผู้ที่อยู่ในบริเวณที่ปิด ไม่มีการถ่ายเทอากาศ เช่น ในรถปรับอากาศ ห้องปรับอากาศ ร่วมกับผู้ป่วยและอยู่ห่างจากผู้ป่วยไม่เกิน 1 เมตร นานกว่า 15 นาที โดยไม่มีการป้องกัน

จะไปตรวจหาเชื้อไวรัสได้ที่ไหนบ้าง

  • โรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง และเอกชนขนาดใหญ่ทั่วประเทศไทย
  • การตรวจจะเป็นการใช้ไม้สอดเข้าไปในโพรงจมูกและลำคอ ป้ายเอาสิ่งคัดหลั่งออกมาส่งตรวจ

สตรีตั้งครรภ์ถ้าติดเชื้อ จะมีผลต่อลูกหรือไม่

  • จากรายงานสตรีตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ 38 รายจากประเทศจีน ไม่พบทารกติดเชื้อไวรัส
  • ตรวจไม่พบเชื้อไวรัสในน้ำคร่ำ รก เลือดจากสายสะดือและน้ำนม

การดูแลขณะฝากครรภ์ต้องทำอะไรบ้าง

  • แพทย์จะให้การดูแลเช่นเดียวกับสตรีตั้งครรภ์ที่ไม่ติดเชื้อ
  • ช่วงที่ติดเชื้อจะต้องแยกกักตัวอย่างน้อย 14 วัน หรือจนกว่าจะตรวจไม่พบเชื้อไวรัส

จำเป็นต้องผ่าท้องคลอดหรือไม่

  • ยังไม่จำเป็น
  • การผ่าท้องคลอดจะทำตามข้อบ่งชี้ที่แพทย์เป็นคนพิจารณา
  • สามารถให้การระงับความรู้สึกด้วยการบล็อคหลังได้

หลังคลอดจะกอดและอุ้มลูกได้หรือไม่

  • หลังคลอด จะมีการแยกทารกออกไปตรวจหาเชื้อไวรัสก่อน
  • หากไม่พบเชื้อในตัวทารก มารดาสามารถกอดและอุ้มทารกได้ แต่ต้องสวมหน้ากาก ล้างมือก่อนและหลังจับตัวทารก ไม่ไอหรือจามใส่ทารก เช็ดทำความสะอาดพื้นผิวที่สัมผัสด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค

ให้นมลูกได้หรือไม่

  • ให้ได้ แต่จะต้องระวังไม่ให้ลูกติดเชื้อโดยสวมหน้ากากอนามัยล้างมือก่อนและหลังจับตัวลูก
  • หลีกเลี่ยงการไอ หรือจาม ขณะให้ลูกดูดนม
  • เช็ดทำความสะอาดพื้นผิวหรือวัตถุที่สัมผัสด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
  • หรือใช้วิธีปั๊มนมแทน แล้วให้ญาติหรือพี่เลี้ยงเอาไปให้ลูกกิน

ข้อมูลจาก : ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย